“พี่คะ..ซื้อกุหลาบสักดอกมั้ยคะ”
เสียงของเด็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางผู้คนที่เหมือนไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย ต่างคนกำลังสนใจอยู่กับอาหารที่อยู่ตรงหน้าตนเท่านั้น
“ไม่เอาน้อง..พี่จะกินข้าว”
“ไม่เอา..ไปไกลๆเลยไป”
“น่ารำคาญ..ไปทางโน้นเลยไป”
“น้อง มานี่หน่อย พี่ขอซื้อดอกไม้หน่อย”
“ขอบคุณมากค่ะ” เด็กน้อยกล่าวขอบคุณด้วยแววตาเศร้า
แม้จะเป็นสิ่งที่ผมพยายามช่วยเด็กน้อยคนนี้ แต่ก็คงไม่ทำให้เด็กสาวคนนึงมีชีวิตที่ดีขึ้นไปกว่านี้ได้ แต่ยังไงก็คงทำให้น้องคนนี้มีเงินซื้ออาหารประทังชีวิตต่อไปได้
วันวาเลนไทน์ ผมมีโอกาสได้ไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ที่ร้านอาหารร้านเดิมตามประสาคนโสด ขณะกำลังมองแสงสะท้อนของดวงจันทร์ที่กระทบกับผิวน้ำเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงเล็กๆ คุ้นๆ หูแว่วมาแต่ไกล
“พี่คะ..ซื้อกุหลาบสักดอกมั้ยคะ”
“น้อง พี่ขอซื้อกุหลาบหน่อย” ผมตะโกนเรียก
“ขอบคุณมากค่ะ” เด็กน้อยกล่าวขอบคุณ โดยที่แววตายังแฝงไว้ด้วยความเศร้าเช่นเดิม
“น้องๆ มาทางนี้หน่อย” ชายกลางวงเหล้าคนนึงตะโกนเรียกจากมุมร้าน เด็กน้อยเดินไปหา และชายกลุ่มนั้นก็คุยกับน้องคนนั้นอยู่นาน แล้วก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยคนนั้นหัวเราะ
..ในที่สุด ผมก็ได้ยินเสียงหัวเราะจากเด็กน้อยคนนั้น ผมนึกว่าเค้าจะไม่มีวันที่จะมีความสุขซะแล้ว อ่อใช่ คงเป็นเพราะวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ คงมีคนซื้อดอกไม้เยอะเลยมีความสุข... อืม ผมได้ยินเสียงหัวเราะของน้องเค้าแล้วพลอยมีความสุขไปด้วยจริงๆ
..........................
...................
................
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว วาเลนไทน์อีกแล้ว วันนี้บังเอิญผมต้องนัดทานข้าวกับลูกค้าที่ร้านเดิมพอดี ผมเกือบจะลืมเด็กคนนั้นไปแล้ว แต่แล้ว
“พี่คะ...ซื้อกุหลาบสักดอกมั้ยคะ”
ผมจำเสียงนี้ได้ในทันที มันเหมือนมีความผูกพันยังไงไม่รู้ ผมมองตามเสียงนั้นไป ใช่..เป็นเด็กน้อยคนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไปคือ ใบหน้าและรูปร่างที่ผ่ายผอมอย่างมาก ท่าทางน้องเค้าต้องอดมื้อกินมื้อแน่ๆ ผมช่วยอะไรน้องเค้าไม่ได้จริงๆ นอกจากซื้อดอกไม้ที่เค้านำมาขายให้ทุกครั้ง
“ขอบคุณมากค่ะ” เสียงขอบคุณที่เอ่ยออกมา และคงจะปนด้วยความเศร้าเช่นเดิม ผมคิด
“คิกๆๆๆ” เด็กน้อยหัวเราะ
อ้าว...นี่เด็กคนนี้กำลังมีความสุขอยู่หรอกเหรอ เราก็นึกว่าเค้าต้องลำบาก ไม่น่ามองคนจากภายนอกเลยเรา เฮ้อ คิดมากอยู่ได้ตั้งนาน เป็นอีกครั้งที่ผมมาทานอาหารร้านนี้แล้วต้องยิ้มอย่างมีความสุขกลับไป
.........................
................
............
เลยกลายเป็นธรรมเนียมไปเลย ทุกวันวาเลนไทน์ ผมจะต้องมาทานอาหารที่ร้านนี้ เพื่อที่จะอุดหนุนดอกกุหลาบของเด็กคนนี้ ครั้งนี้ผมพยายามมองหาเธอ แต่ไม่เจอ คงเพราะว่ายังไม่ถึงเวลาเธอเดินมาขายมั้ง ผมก็เลยนั่งคุยกับเพื่อนๆ ต่อไป
............... เอ๊ะ นี่ร้านจะปิดแล้ว ผมยังไม่เห็นเด็กน้อยคนนั้นมาเลย ผมอดเก็บความสงสัยไม่ได้แล้ว เลยไปถามจากเจ้าของร้าน ซึ่งเค้าน่าจะเคยเห็นเด็กคนนี้บ้าง
“อ่อ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ขายดอกกุหลาบใช่มั้ย”
“ใช่ครับ เธอไม่มาขายแล้วเหรอครับ” ผมถาม
“...........ผมว่าคุณอย่าไปสนดีกว่า”
“ผมแค่อยากรู้น่ะครับ” ผมเริ่มสงสัย
“คือ...น้องเค้าตายไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้วน่ะ”
“..........”
ผมมารู้ความจริงต่อมาว่า น้องเค้าถูกคนในวงเหล้าปีก่อนโน้น มอมยา และยาที่ใช้ก็คือ “ไนตรัสออกไซด์” หรือ “ก๊าซหัวเราะ” นั่นเอง ยาตัวนี้จะใช้ในวงการทันตแพทย์โดยใช้กับคนไข้ก่อนที่จะถอนฟัน และการใช้งานอีกอย่างของมันก็คือ “ป๊อบเปอร์” ผู้ที่สูดดมจะมีการอาการคล้ายคนเมา และอาจทำให้สลบได้ในที่สุด
ครั้งแรกที่ผมเห็นเด็กคนนั้นหัวเราะ นั่นไม่ใช่การหัวเราะของเค้าจริงๆ แต่เกิดจากฤทธิ์ของสารตัวนี้ที่คนในวงเหล้าวันนั้นให้น้องเค้าสูดเข้าไป และหลังจากนั้นน้องคนนั้นก็ถูกพาไปข่มขืน และติดเชื้อเอดส์ในที่สุด ครั้งล่าสุดที่ผมเห็นน้องเค้า เค้าได้รับเชื้อแล้ว และก็ติดเจ้าสารระเหยตัวนี้ด้วย เค้าถึงได้หัวเราะอยู่ตลอดเวลา
......ทุกวันนี้ ผมยังไปทานข้าวร้านเดิมนี้อยู่ มองแสงจันทร์เดิมๆ และคิดเสมอว่า การตัดสินคนจากสิ่งที่ตนเห็น มันไม่เกิดผลดีใดๆเลย.....
หมายเหตุ* เค้าโครงเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก แววตาของอากาศ ของ คุณปาม ขอบคุณมากนะคร้าบบบ
edit @ 10 Feb 2008 13:07:09 by nork
เราเองบางทีก็หัวเราะด้วยความรู้สึกอย่างอื่นนอกจากความสุขเหมือนกันค่ะ...